• วันพุธ , 17 ตุลาคม 2018
กิจกรรมล่าสุด

รายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2561

title

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 30 มีนาคม 2561

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2561 เวลา 20.15 น.

 สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 63 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้พร้อมเพรียงกันเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยกำหนดให้วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” อีกด้วยในฐานะที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตลอดมา ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจทั้งปวงด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะล้ำเลิศ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนานาประการ ในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย และทรงเป็นแบบอย่างการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามโดยทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ ในการสร้างสรรค์และอนุรักษ์มรดกของชาติ ให้ยั่งยืนตกทอดถึงลูกหลานไทย อันสอดคล้องกับพระราชปณิธาน ในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขมวลประชา” ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกด้วย

ในการนี้ ผมขอเชิญชวนปวงชาวไทยทุกคน พร้อมใจกันรำลึกพระเกียรติคุณและพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่ได้ทรงบำเพ็ญและจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติ ให้คงอยู่คู่บ้านเมืองตราบนานเท่านาน และขอให้ร่วมกันหมั่น “ทำความดี ด้วยหัวใจ” ในทุกโอกาส เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ปัจจุบัน บรรยากาศ “ไทยนิยม” ยังคงอบอวลทั่วไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และผมขอสนับสนุนให้คงอยู่เช่นนี้เรื่อยไป โดยเฉพาะการอนุรักษ์ความเป็นไทย ด้วยการแต่งกายแบบไทย ๆ ไปทำงานก็ดี หรือเพื่อการท่องเที่ยวก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ก็อย่าให้เดือดร้อนบางกิจกรรมมีนโยบายลดราคา หรือให้บริการ “ฟรี” สำหรับผู้ที่แต่งกายย้อนยุค ก็ถือว่าเป็นกุศโลบายที่น่าส่งเสริม ส่วนนักท่องเที่ยวเอง การปฏิบัติตัว ณ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุต่าง ๆ ขอให้เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เคารพสถานที่ ช่วยกันดูแลรักษา ไม่ปีนป่าย ไม่ทำในสิ่งอันไม่สมควร  เพื่อเก็บไว้ให้ชนรุ่นหลังได้สัมผัส ได้ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ขอความร่วมมือด้วย

พี่น้องประชาชนที่รักครับ
จากสัปดาห์แล้วที่ผมกล่าวถึงเรื่องคุณอำนาจ พรหมภินันท์ นักวิ่งทางดิ่ง วัย 66 ปี เป็นนักวิ่งหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมรายการ “วิ่งขึ้นหอไอเฟล” ซึ่งมีความเป็นมายาวนานนับ 100 ปี ผมอยากชวนทุกฝ่ายช่วยกัน “คิดต่อยอด” ให้มองภาพที่ใหญ่ขึ้น คำถามคือทำอย่างไรให้ “การวิ่ง” นั้นสร้างเศรษฐกิจ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ และดึงรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และอื่น ๆ ไม่ใช่แค่การจัดงานวิ่งแล้วจบไป เหมือนงาน event หนึ่ง ๆ เท่านั้น แต่จะเป็นอีก“อุตสาหกรรมใหม่” ของเรา รวมทั้ง “อุตสาหกรรมภาพยนตร์” ก็เหมือนกัน ที่สามารถจะสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือต่อยอดจาก “การท่องเที่ยว” ได้หลายเท่าตัว
ผมขอยกตัวอย่าง ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “งานวิ่งมาราธอน” ที่จัดในเมืองใหญ่ทั่วโลก และได้รับการยอมรับมากที่สุด  ที่เรียกว่าระดับ Majors มี 6 สนาม ได้แก่  Boston จัดมา 121 ปี รองลงมา New York City 48 ปี  Berlin 44 ปี Chicago 41 ปี  London 37 ปี  และTokyo 36 ปี ยังมีสนามอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วโลก งานเหล่านี้จะมีนักวิ่งจากทั่วโลกเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 35,000 คน สนามใหญ่ ๆ อย่าง New York City Marathon มีคนวิ่งจบ 50,000 กว่าคน มากกว่าโอลิมปิกที่มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน ราว 11,000 คน เท่านั้น ตัวอย่างของผลพลอยได้ที่จะตามมาคือ เม็ดเงินมหาศาลจะไหลเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เป็นเจ้าภาพเพราะนักวิ่งจากทั่วโลกเหล่านี้เดินทางมาพร้อมกับครอบครัว วิ่งด้วย – เที่ยวด้วย จับจ่ายใช้สอย ที่พัก อาหาร ของฝาก  การจัดงาน “ระดับประเทศ” ถ้าหากได้รับความนิยมก็ถูกยกเป็น “ระดับโลก” ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เคยมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัด “ชิคาโก มาราธอน” ในปี 2016 เฉพาะในเมืองชิคาโก ก็สูงถึง 9,000 ล้านบาท ส่วน “ลอนดอนมาราธอน”  เมื่อปีที่แล้วสามารถหาเงินเข้าองค์กรการกุศลได้มากถึง 2,700 ล้านบาท แล้วก็ถือเป็นสถิติโลกด้วย

เราลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ผมประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่า ประเทศไทยเราก็จัดมีการจัดวิ่งมาราธอนไม่แพ้เขา จัดมานาน 30 กว่าปี พอ ๆ กับที่ลอนดอนและโตเกียว เท่าที่ทราบสนามแข่งขันมี 6 สนามที่เป็นสมาชิก AIMS (เอมส์) ซึ่งเป็นสมาคมที่รับรองว่าการวัดระยะในสนามแข่งขันมีความถูกต้อง ทำให้สถิติของนักวิ่งได้รับการรับรองและสามารถเอาไปใช้สมัครเพื่อแข่งขันในสนามระดับโลกได้ แต่เรายังไม่มีสนามใดเลยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก IAAF Label  ซึ่งมีข้อกำหนดอีกมากที่ต้องปฏิบัติตาม เช่นต้องมีระบบการแพทย์ดูแลนักกีฬา หากมีคนล้มในสนามต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว หากเรายกระดับการจัดเข้าสู่มาตรฐานดังกล่าวได้ จะสามารถดึงดูด“นักท่องเที่ยวเชิงกีฬา” ได้ในที่สุด

ผมเห็นหลายประเทศเขาดำเนินการในรูปแบบ “มูลนิธิ” โดยว่าจ้างบริษัทเอกชนมาช่วยจัดงาน และหน่วยงานของรัฐก็เข้าไปสนับสนุน อำนวยความสะดวก สรุปแล้วเป็นกลไกหนึ่งที่ “ประชารัฐ” ในแต่ละท้องถิ่นสามารถจะทำได้ ตามนโยบายรัฐบาลในปัจจุบัน ที่สามารถประสบความสำเร็จมาแล้วหลายกิจกรรม เช่น ประชารัฐ “พีพี โมเดล” ช่วยปฏิรูปการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ทำให้สามารถจัดเก็บรายได้ที่ไม่เท่าไร แต่ปี 57 เก็บได้ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี 60 เก็บได้ 2,400 ล้านบาท และปีนี้ คาดว่าจะถึง 3,000 ล้านบาท ขอให้รักษาระบบนิเวศน์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ด้วย รายได้ที่ได้มาก็ไม่ได้ไปที่ไหน จะอยู่ที่ชุมชนที่เป็นเจ้าภาพ จากการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัคร

สำหรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายตั๋ว จากผู้สนับสนุน ก็สามารถนำไปส่งเสริมนักวิ่ง กีฬาให้กับเยาวชนนะครับ ทำการกุศล เป็นกองทุน ได้อีกด้วย ขอให้ทุกคนช่วยกันคิด ให้เป็นระบบ ต้องทำตามมาตรฐานสากลให้ได้โดยเร็ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยเราสามารถจัดงานวิ่งมาราธอน ที่มีเส้นทางที่สวยงามน่าประทับใจไม่แพ้ที่ใดในโลก ทั้งเส้นทางวิ่งชมวัฒนธรรม ชุมชน วัดวาอาราม สถาปัตยกรรม สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือเส้นทางธรรมชาติ แม่น้ำ ลำคลอง ชายทะเล ภูเขา ป่าไม้ เรามีครบหมด นอกจากนั้นก็เส้นทางสายไหม เส้นทางผ้า เส้นทางอาหาร เส้นทางต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันได้ ในท้องถิ่น ในชุมชน เมืองหลัก เมืองรอง เราทำได้ทั้งหมด ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันคิด และช่วยกันทำอย่างจริงจัง สร้างชื่อเสียง สร้างคุณค่า เอาไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของเรา ใช้สปิริตของการกีฬา มาสร้างชาติ สร้างสังคมที่ดีขึ้นด้วยกัน

พี่น้องประชาชนทุกท่านครับ
มีเรื่องราวมากมาย ที่ผมอยากหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในคืนนี้ เพื่อสร้างเข้าใจที่ตรงกัน อาทิ
1. การทำประมงพื้นบ้าน –ประมงพาณิชย์  ในน่านน้ำ นอกน่านน้ำ  ทั้งประมงในประเทศ และประมงต่างประเทศ ทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์ที่ยั่งยืน จากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เสียหาย ทุกคนต้องเคารพในกฎหมาย เคารพกติกาสากล อาจเป็นภาระในช่วงแรก ๆ  เพราะมีการเปลี่ยนแปลง ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ก็ค่อยเป็นค่อยไป รัฐก็จะเข้าไปสนับสนุนการปรับตัว เราต้องหาวิธีการปฏิบัติที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด เพื่อประโยชน์แก่ท่าน ลูกหลาน การประมงไทย และประเทศชาติ ในระยะยาว ขอความร่วมมือจากทุกท่าน

2. ในเรื่อง “ยาง” นั้นก็คงต้องเร่งการนำยางไปใช้ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แต่ต้องต่อ ๆ ไปในวันข้างหน้าด้วย เราต้องสร้างระบบ กลไกการบริหารจัดการที่ยั่งยืน การใช้งบประมาณท้องถิ่น การทำถนนด้วยยางข้น หรือยางสด อะไรที่ดีกว่า หรือการแสวงหาความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ การดูแลกลไกการตลาด ซึ่งเราก็ทำทุกมิติอยู่ในเวลานี้

3. “ไทยนิยม” รอบ 1 รอบ 2  ผลออกมาดี น่าพึงพอใจ  เน้นการให้ความรู้ ฝึกใช้เทคโนโลยี สร้างอาชีพ เข้าถึงตลาด online เข้าถึงแหล่งทุน ไม่ใช่การปล่อยกู้ อาจเป็นการลงทุนเพื่อส่วนรวม จัดหาเครื่องมือ พัฒนาพื้นที่ ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้น อาจจะต้องไปใช้งบประจำ งบท้องถิ่นอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น ที่หนองบัวลำภู ต้องการไฟจราจร  สร้างสะพานทางข้าม ทางลอด หรืออุโมงค์ สำหรับ “อีแต๋น” รถเกษตรกรให้กลับรถได้ หลังจากไปไร่นานั้น ผมก็ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและดำเนินการแล้ว ว่าอย่างไรจะเหมาะสม และตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

4. เรื่องป่าไม้ การใช้พื้นที่ของส่วนราชการ หากเป็นตามอนุมัติเดิมเรื่องที่ ก่อนที่เราจะเข้ามา เราก็ต้องหาวิธีการแก้ไข หรือหาทางออกที่เหมาะสมเรื่องที่  เช่น กรณีที่เชียงใหม่ เราจะทำอย่างไรเรื่องที่ จะแก้ปัญหาที่ประชาชนเป็นกังวลได้อย่างไร ก็ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำเรื่องที่ ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด กับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งดำเนินการไปมากแล้วเรื่องที่ ต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินด้วย แม้รัฐบาลและ คสช.ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติ แต่ก็ต้องรับผิดชอบ ในเวลานี้ ก็จะต้องช่วยกัน พยายามหาทางแก้ไขให้ได้อย่างยั่งยืน ไม่อยากให้เป็นประเด็นขัดแย้ง ประเด็นการเมือง ขยายลุกลามบานปลายอีก

5. ข้าราชการต้องมีการปฏิรูปตนเอง เนื่องจากวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี จะเป็น “วันข้าราชการพลเรือน” ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”  เราทุกคนเมื่อถอดเครื่องแบบ ถอดหัวโขน คือ ประชาชนเหมือนกัน สำหรับการพัฒนาศักยภาพข้าราชการนั้น ผมอยากจะขอยกตัวอย่างหลักสูตรของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มุ่งสร้าง “เพื่อนคู่คิด” ให้กับชาวบ้าน ด้วยการให้หลักคิด มีความเป็นผู้นำ และช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ลักษณะเด่นของหลักสูตร ก็คือมีทั้งภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ และการลงพื้นที่ “คลุกคลีตีโมง” เข้าถึงความคิด ความทุกข์ และจิตใจของชาวบ้าน

ที่ผ่านมามี “พัฒนากร” ประจำพื้นที่ทั่วประเทศเกือบ 4,000 คนลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลและความต้องการของประชาชน ในทีมปฏิบัติการไทยนิยมยั่งยืนด้วย ผมก็อยากเห็นข้าราชการทุกหน่วยงาน มีการฝึกอบรมเช่นนี้ เพื่อผลในการปฏิบัติงาน ผมก็ทราบว่าหลายหน่วยงาน อาจจะทุกหน่วยงานก็ได้ได้มีการฝึกอบรมเช่นนี้ ก็ขอให้ไปทบทวนดู ถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการอบรมดังกล่าวว่านำไปใช้งานได้จริงหรือไม่ การทำงานใกล้ชิดประชาชนนั้น ต้องทำใจให้เสมือนเป็น“ญาติพี่น้อง”  ให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันแก้ปัญหา มากกว่าใช้อำนาจ หรือการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่ากฎหมายนั้นมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวก ไม่สร้างภาระ แล้วก็ทำให้สังคมนั้นเป็นปกติ สันติสุข

6. การปฏิรูประบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน เราควรคำนึงถึงการเรียกร้องที่ให้เกิดการกระจายอำนาจให้มากยิ่งขึ้น ผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เราต้องใคร่ครวญให้รอบคอบถึง “ความพร้อม” ก่อน ไม่ว่าจะส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือ ประชาชนจะต้องพัฒนาตนเองไปด้วย เราต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง เราจึงจะพัฒนาประเทศได้ และใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด การกระจายอำนาจนั้น อยากให้เข้าใจว่า ไม่ใช่คำนึงถึงแต่เรื่องของงบประมาณ หรืออำนาจ ควรจะพิจารณากันถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของข้าราชการ ของหน่วยงาน ของทุกกระทรวง มีความพร้อมเพียงใด หากเรากระจายอำนาจไปมาก ๆ ด้วยการกระจายงบประมาณลงไปเท่านั้น แล้วเราไม่สร้างให้เกิดความพร้อม มีความรู้การบริหารจัดการแผนงาน งบประมาณ โครงการต่าง ๆ  การแบ่งสรรปันส่วนงบประมาณลงไปนั้น ก็จะถูกใช้ให้หมดไป โดยไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่คุ้มค่า ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ สูญเปล่า แล้วเสี่ยงต่อการเกิดทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการอีกด้วย วันนี้ท่านคงเข้าใจว่ามีการกระจายอำนาจไปท้องถิ่นอยู่มากแล้ว เป็นร้อยกิจกรรม แต่ก็ยังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควรในบางกิจกรรมเนื่องจากท้องถิ่น อปท. หลายแห่งยังขาดความพร้อม ที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน ทั้งระบบ  ประสิทธิภาพ  งบประมาณ คน  ทรัพยากรมนุษย์ ในระบบเพื่อจะทำให้เกิดการบริหารแผนงานโครงการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการจัดหารถเมล์ NGV  ทราบกันอยู่แล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 ผ่านรัฐบาลหลายรัฐบาล แต่ก็มีปัญหาการทุจริตและถูกตรวจสอบ จนไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลนี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561   ขสมก. สามารถเปิดตัวรถเมล์ NGV 100 คันแรก โดยเริ่มให้บริการ 5 เส้นทางในกทม. และปริมณฑล นอกจากนี้ ขสมก. จะรับมอบจนครบ 489 ในอีก 3 เดือนข้างหน้า มิถุนายน 2561แล้วเราก็จะจัดหาต่อไป เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อจะทดแทนของเดิมนะครับ รถเมล์แดง “รถร้อน” ของ ขสมก. ที่ให้บริการในปัจจุบันนั้น ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เกือบ 30 ปีมาแล้ว แต่ยังคงมีความจำเป็น และผมเห็นว่าสำคัญมากสำหรับพี่น้องประชาชน “ผู้ที่มีรายได้น้อย” ซึ่งรัฐจะต้องจัดหาบริการสาธารณะให้กับประชาชน ให้มีความสะดวกสบายและทั่วถึง โดยรัฐบาลนี้ ได้ “ยกเลิก” บริการฟรีแบบเหวี่ยงแห สร้างระบบ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” มาทดแทน เพื่อลดค่าครองชีพให้กับผู้ที่มีบัตรฯ ผู้มีรายได้น้อย เพื่อจะนำเงินส่วนที่เคยต้องแบกภาระมาบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขสมก. เอง ก็จะสามารถลงทุนใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการให้บริการได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ก็ขอร้อง ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์ต่อไป อาจจะมีอยู่บ้าง แต่ท่านต้องเห็นใจคนจน เห็นใจรัฐบาล เห็นใจ ขสมก. ด้วย ซึ่งมีภาวะการขาดทุนมากพอสมควร

7. เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานในสังคมไทย เป็น “สนิม” ในสังคม ในระบบราชการของเรา ปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน สื่อมวลชน สื่อโซเชียล ขอบคุณ  ที่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลและ คสช.  ก็เปิดกว้างเพื่อจะเปิดช่องทางรับเรื่องราวร้องเรียนต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่เป็นข่าว ผมได้สั่งการให้ขยายผลไปทุกที่ ทุกกองทุน ทุกโครงการ ที่หลักฐานจะพาไป และขอให้ประชาชนทุกคน ช่วยให้เบาะแสมาด้วย นอกจากนี้ คสช. ได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เข้มงวดขึ้น ในการประพฤติมิชอบในระบบราชการ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด อาทิ

(1) ในกรณีที่มีการร้องเรียน มีข้อร้องเรียน ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็วให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

(2) กรณีที่มีเหตุน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจน ถึงขั้นชี้มูลความผิด ก็ให้พิจารณาปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นนะครับก็ต้องตรวจสอบกันต่อ

(3) หากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิดแล้ว นอกจากจะต้องถูกดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยเร็วแล้ว อาจพิจารณาให้ออกจากตำแหน่งหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามความจำเป็นและเหมาะสม รวมทั้งอาจมีการเอาผิดทางอาญาอีกด้วย โดยต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาดำเนินคดีโดยทันที

(4) กรณีที่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อถูกย้ายพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว ห้ามปรับย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งในลักษณะเดิม หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นภายในเวลา 3 ปี

(5) สำหรับผู้ที่ปฏิบัติราชการเกิดความล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ปล่อยปละละเลย สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน อาจถูกพิจารณาให้มีการย้ายหรือการโอนไปดำรงตำแหน่งอื่น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

(6) ให้มีมาตรการคุ้มครองพยานผู้ให้ข้อมูลหรือเบาะแสในการตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การได้รับข้อมูลและหลักฐานในการดำเนินการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับการจงใจให้ข้อมูลเพื่อใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อมูลที่เป็นผลร้ายต่อผู้อื่น บุคคลอื่น ให้พิจารณาดำเนินการลงโทษบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาดอีกด้วย ทั้งในทางโซเชียล มีเดียด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นเกิดความไว้วางใจแก่ประชาชน ซึ่งเป็น “เจ้าของประเทศ”  อีกด้วย

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ครับ
สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ก็คือการเมืองและประชาธิปไตย ตลอดเวลารัฐบาลและ คสช. ก็ไม่เคยเข้าไปทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือไปจำกัดสิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป แม้กระทั่ง road map ก็พยายามจะต้องทำให้ได้อย่างนั้น  ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะมาโจมตีเร่งรัด กดดันกันมากเกินไปเพื่ออะไร  อาจจะมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ ขอให้สังคมช่วยกันพิจารณาด้วย มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน
เรื่องที่ 1. ทำไมเราถึงต้องใช้คำว่า “เล่นการเมือง” ผมว่าต้องเลิกใช้คำว่าเล่นการเมือง  ทุกคนก็รู้ว่า การเมืองไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่น ไม่ใช่การทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องอำนาจหรือผลประโยชน์  แต่เป็นการบริหารบ้านเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน  เพราะทุกคนใช้คำว่า “อาสาสมัคร” เข้ามา เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจแล้วเลือกเข้ามา เพราะฉะนั้นเราทำเล่น ๆ ไม่ได้

เรื่องที่ 2. ทำไมจึงมีการรังเกียจ การเป็น “นักการเมือง” อยู่พอสมควรทั้งในอดีตและในปัจจุบัน เพราะในเมื่อเราเลือกระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาแล้ว ทำไมไม่มีใครอยากเข้ามาทำงานการเมือง นอกจากคนเดิม ๆ กลุ่มเดิม ๆ เราก็ไม่สามารถจะได้อะไรใหม่ ๆ ดีขึ้น  หรืออาจจะดีขึ้นไม่มากนัก ผมไม่ได้ไปดูถูกใคร ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้นก็คงต้องพิจารณากันว่า น่าจะต้องมีความคิดไม่ล้มล้างจารีตประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทยที่มีมายาวนานด้วย ก็ขอให้ติดตามพฤติกรรมด้วย

เรื่องที่ 3. เราเข้าใจและใส่ใจ ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินกันมากน้อยเพียงใด ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน ทั้งรัฐ และประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย ที่มีกฎ กติกา  กฎหมายมากมาย หากเราไม่เข้าใจจะเกิดการสับสนอลหม่าน ทั้งความคิดและคำพูด ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตรวจสอบ ในเรื่องของการลงโทษ ลงทัณฑ์ ทำให้เกิดความวุ่นวายไปหมด  ขึ้นอยู่กับความเชื่อของสังคมด้วย ผมอยากให้เชื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก และระเบียบระบบการทำงานของราชการด้วย ผมก็หวังว่ารัฐบาลหน้าของเรานั้นจะต้องไม่มีเรื่องดังต่อไปนี้ เกิดขึ้นอีก

(1) การใช้นโยบายที่เกิดผลเสียหายในระยะยาว เพื่อการหาเสียง หรือมีสัญญาว่าให้หรือใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างไร้วินัยการเงิน  การคลัง

(2) ไม่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการในการเอื้อประโยชน์หรือลบล้างความผิดให้กับบุคคลกลุ่มใด

(3) ไม่เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

(4) ไม่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามก็ต้องพยายามแก้ให้ได้มากที่สุดให้หมดไป

(5) ไม่ปล่อยปละให้มีการบุกรุกป่าไม้อย่างมโหฬาร ที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยกันจนกระทั่งต้องมารื้อกันทั้งระบบ เวลานี้ก็เกิดความเดือดร้อน ประชาชนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ผิดกฎหมายจำนวนมากก็เดือดร้อน เขาคิดว่าเขาอยู่กันมาได้อยู่มานาน  รัฐบาลนี้มาแก้ปัญหากลายเป็นว่ารัฐบาลนี้มารังแกเขา เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเกิดกรณีอย่างนี้มา

(6) ไม่ปล่อยให้มีกลุ่มผู้มีอิทธิพล  พวกนอกรีตนอกกฎหมายใดใดนะครับ รวมทั้งแหล่งอบายมุข  บ่อน  การค้าประเวณีเหล่านี้เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐบาลและ คสช. ใช้ความพยายามทำทุกอย่างแม้ไม่อาจกล่าวได้ว่า 100  เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำทุกเรื่อง และอาจจะทำได้มากกว่าทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ที่ผมบอกว่าแก้ปัญหาได้ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของศูนย์ดำรงธรรม ปัญหาของประชาชนความเดือดร้อนนี่เป็นล้าน ๆ ปัญหา  เราก็แก้ได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ได้หมายความในเรื่องของการทุจริตแก้ไป 90 เปอร์เซ็นต์ วันนี้ก็มีคนเอาประเด็นนี้มาโจมตีรัฐบาลนี้อยู่ ก็ไปเปรียบเทียบดูแล้วกันว่า วันนี้กับที่ผ่านมาแก้ได้อย่างไร จำนวนคดี การเข้าสู่การพิจารณามีมากน้อยเพียงใด  การแก้ปัญหาเรื่องน้ำการปรับปรุงกฎหมาย  การปฏิรูปการค้าการลงทุน  การดูแลช่วยเหลือสนับสนุนไมโครเอสเอ็มอี (MSMEs ) การพัฒนาระบบดิจิทัล เราจะต้องพยายามใช้งบประมาณให้ตรงความต้องการ ไม่เหวี่ยงแหใช้นโยบายไทยนิยมยั่งยืน  และกลไกประชารัฐ เพราะว่าทุกคนมีจำนวนมากที่แตกต่างกันอยู่  คนที่พอจะมีสตางค์มีเงินก็ต้องช่วยรัฐบ้าง  ถ้าทุกคนต้องการเท่ากันหมด ประเทศชาติล่มจมแน่นอน ข้าราชการที่ไม่ดีก็อาจยังคงมีอยู่นะครับ เพราะว่าอยู่ในระบบมายาวนาน  เราต้องให้กำลังใจข้าราชการที่ดี ๆ ข้าราชการรุ่นใหม่ ๆ  ที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานเพราะได้มีการแต่งตั้งกันมานานแล้ว  วันนี้มีการปรับย้าย มีการเกษียณอายุ มีอะไรต่าง ๆ ก็สนับสนุนคนดีขึ้นมาดูแลบ้านเมือง ระบบเราจะได้ไม่ถูกกลืนกินไปมากกว่านี้อีกต่อไป

รัฐบาลนี้เปิดกว้างให้มีการตรวจสอบ มีช่องทางร้องเรียนมากมาย จึงมีการตรวจสอบและลงโทษ หลาย ๆ คดี ทั้งผู้ต้องหา คดีสำคัญ คดีทั่วไป ยาเสพติด ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผ่านมามีน้อยมากไปดูสถิติได้ ในเรื่องของการใช้อาวุธ  การสะสมอาวุธ  ปัญหาจราจร ปัญหาก็ค้างคามา บางที 8-9 ปี จะ 10 ปีอยู่แล้ว วันนี้พอเอาออกมากลายเป็นว่าไปรังแกเขา ที่ผ่านมา 9 ปี ทำอะไรกันอยู่ เป็นเรื่องของขั้นตอนการตรวจสอบ การดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม   รัฐบาล คสช. ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตรงนี้ เรื่องปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  การจราจร  การบาดเจ็บ สูญเสีย เกิดจากการใช้รถใช้ถนน

วันนี้ รัฐบาลและ คสช. พยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขทุกประเด็น มีการลงโทษ มีการกำหนดมาตรการใหม่ ๆ ออกมา และให้มีการผลักดันคดีต่าง ๆ เข้าสู่ศาล   ให้ศาลพิจารณาคดีโดยอิสระ ให้มากขึ้นตามลำดับ และต้องป้องกันไม่ให้เกิดวงจรใหม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ยังคงมีอยู่  เราต้องช่วยกันหากันต่อไป ขอบคุณน้อง ๆ เด็กๆ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็ส่งมา ผมจะดูแลพยายามให้และคุ้มครองไม่ให้เดือดร้อน ไม่อยากให้เป็นการทำงานเหมือน “ไฟไหม้ฟาง”เดี๋ยวจะเกิดขึ้นอีกก็ทำอีก ลงโทษอีก จนกว่าจะเข็ดหลาบกันไป  เราต้องร่วมมือกัน

เรื่องของการเดินตาม Road map ไปสู่การเลือกตั้งนั้น วันนี้มีความชัดเจนพอสมควรแล้วอย่าบิดเบือน อย่าต่อต้านกันไปอีกเลย  คำสั่ง  ข้อห้ามของ คสช. ที่เราจำเป็นต้องมีไว้บ้าง เพราะเราเคยมีบทเรียนมาบ้างแล้ว ไม่อยากให้มองว่าไปคุกคามใคร ไปรังแกใคร ไปเอาเปรียบ เอาประโยชน์จากใคร ใครไม่ผิด ไม่พยายามทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย จะต้องเดือดร้อนทำไม  เว้นแต่คนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น หลายพรรคการเมืองก็ไม่มีปัญหา มีอยู่ไม่กี่พรรค

ที่ผ่านมาก็มีส่วนในการทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งสิ้น ทำไม่ไม่มีการแปลงแปลงตัวเองบ้าง ช่วยกันคิดช่วยกันพูดในสิ่งที่มีประโยชน์ มากกว่ามาติติงในเวลานี้ จนมากมายเกินไป แล้วลืมว่าสมัยอยู่มาก่อนนั้นทำอะไรไว้แล้วบ้าง ประชาชนต้องช่วยกันติดตาม ช่วยกันคิดทบทวนด้วย รัฐบาลและ คสช. ไม่อาจจะไปตอบได้ ผมไม่อยากจะไปขัดแย้งกับท่านอีก แต่ท่านก็พยายามที่จะหาเรื่องโจมตี คสช. หรือรัฐบาลมาทุกเรื่องไป กลายเป็นว่ารุมสกรัมรัฐบาล ผมว่าไม่ถูกต้อง ผมพยายามไม่ไปก้าวล่วงใครอยู่แล้ว เพราะว่าเรามุ่งหวังไปสู่การเลือกตั้งที่สงบสันติ ถ้าสันติไม่ได้ สงบไม่ได้ เลือกตั้งจะได้หรือไม่ เลือกตั้งแล้วจะอยู่กันได้หรือไม่ ไปคิดตรงนั้น เราต้องการได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนสืบไป

สำหรับการเรียกร้องจากองค์กรภาคประชาชนนั้น ทราบว่าทุกเรื่องก็มีเจตนาอันบริสุทธิ์ เป็นไปตามหลักสากลโดยให้ ขอให้รัฐดำเนินการอย่างเดียวให้หางบประมาณมาสนับสนุนทุกอย่าง เราต้องคำนึงถึงงบประมาณภาครัฐ ที่เรายังไม่ได้เพิ่มมากนักในเวลานี้ การดูแลคนทั่วไปทุกกลุ่ม กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีภาระ รัฐสวัสดิการต่าง ๆ สังคมผู้สูงวัยก็ยังอยู่มากและจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อยากให้ช่วยหาวิธีการทั้งสองทางคือให้รัฐบาลและประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างไร อย่าผลักภาระกันไปมา รัฐบาลผลักให้ใครไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน  แล้วเข้าใจและอดทน ช่วยเหลือรัฐบาลในการแก้ปัญหาในระยะแรก ถ้าระยะแรกไม่เกิด ปานกลาง ระยะยาวก็เกิดขึ้นไม่ได้ทั้งสิ้น ก็แก้อะไรไม่ได้ กลับไปที่เดิมทั้งหมด และนับวันจะมากขึ้นด้วย เพราะมีบทเรียนมาแล้ว

เรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการพัฒนาประเทศนี้ ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจระบบภาษี ซึ่งเป็นรายได้ของภาครัฐที่ทุกคนมีส่วนร่วม  ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อากรขาเข้า รวมถึงภาษีที่ท้องถิ่นที่จัดเก็บจากพี่น้องประชาชน รวมถึงภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการทั้งหมดนี้ ถือเป็นรายได้ของภาครัฐ ที่จะถูกจัดสรรลงไปเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เราต้องทำให้ได้อย่างสมดุลบ ตรงกับความต้องการของพื้นที่ ตรงความต้องการของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนอีกด้วย ในเรื่องการนำภาษีที่จัดเก็บมาได้ ไปใช้จัดทำงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ นี้ รัฐบาลต้องการให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เราได้จัดทำเว็ปไซต์ “ภาษีไปไหน” เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนเข้าไปตรวจสอบกันดู

ในโอกาสนี้ ผมขอย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการพัฒนาระบบและจัดทำข้อมูล กระบวนการขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณในเว็ปไซต์ง่าย ๆ ให้ครบถ้วน และทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนเข้าใจ สามารถตรวจสอบได้ และสามารถให้ข้อเสนอแนะกลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ไม่เข้าใจกันไปกันมาว่ารายได้รัฐบาลมีเท่าไหร่ มาจากไหน ใครมีส่วนลดตรงไหนบ้าง อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึงคือ การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมโลก วันที่ 26 มีนาคม ถึง 4 เมษายนนี้ เป็นช่วงที่ “คณะทำงานธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ที่ประกอบไปด้วยคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน บรรษัทข้ามชาติ และองค์กรธุรกิจอื่น ๆ ของสหประชาชาติ เดินทางมาเยือนไทย ตามคำเชิญของทางการไทย เพื่อหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ในประเด็นของการดำเนินธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจไทย ก็จะเป็นการพูดคุย เรียนรู้และทำความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสิทธิมนุษยชน ทั้งในส่วนหลักปฏิบัติสากล และการดำเนินงานในประเทศไทยด้วย นอกจากจะทำให้ฝ่ายภาครัฐและภาคธุรกิจไทยได้รับฟังข้อมูลความคิดเห็นของคณะทำงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการตระหนักรู้ของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมของไทย ในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการทุจริต การดูแลแรงงาน ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development) รัฐบาลนี้ ได้ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็น “วาระแห่งชาติ” และเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อน Thailand 4.0 และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศด้วย

การเชิญคณะทำงานฯ มาเยือนไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อม และความจริงใจ ของรัฐบาลและภาคเอกชนไทย ที่จะรับฟังความคิดเห็น เรียนรู้ร่วมกัน และนำข้อเสนอแนะจากคณะทำงาน มาใช้ปรับปรุงการดำเนินงานของไทย โดยจะต้องให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลักของ “หลักการชี้แนะของสหประชาชาตินะครับ ในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” อันได้แก่ (1)    ปกป้อง   คือ  รัฐมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิมนุษยชน  (2)    เคารพ    คือ  บริษัทเอกชนรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน และ  (3)    เยียวยา   คือ  ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล เคยกล่าวไปแล้วในรายการนี้แล้ว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมไทย และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทราบว่าคณะทำงานฯ มีความประทับใจในความมุ่งมั่น จริงใจของรัฐบาลนี้ ที่ผ่านมาในการขับเคลื่อน “ทั้ง 3 หลักการ” ดังกล่าว จนเห็นผลเป็นรูปธรรม  อาทิ การแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้น มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ งบประมาณ และขยายขอบเขตการทำงานกับพันธมิตรประชาสังคมมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยมีการดำเนินคดีค้ามนุษย์ มากกว่า 302 คดี รวมถึงการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นปีแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ถูกพิจารณาลงโทษอย่างหนัก ไม่ใช่แค่ย้ายอย่างที่เป็นข่าวอย่างเดียว ต้องสอบสวน ผิดก็ต้องเอาออก ดำเนินคดีอาญากันต่อไปอีก ไม่ใช่ย้ายแล้วก็จบอย่างที่มีการกล่าวอ้างกันอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ ผมยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามใน “ปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือในการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะฯ” นี้ ระหว่าง 7 หน่วย งานรัฐและเอกชน กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการจัดทำ “แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในปีนี้

เราต้องยอมรับว่า แม้ได้เร่งดำเนินการในมาตรการต่าง ๆ มากมาย จนเห็นผลในหลาย ๆ เรื่อง แต่การทำธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ยังคงเป็นความท้าทาย ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่  การหารือครั้งนี้ เราจะต้องทำตัวเป็น “น้ำครึ่งแก้ว”  ที่พร้อมเปิดรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์จากภายนอก เพื่อนำมาปรับใช้ สร้างความเปลี่ยน แปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย อันจะนำไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของประเทศ แล้วก็จะเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ ด้วย ในการแสดงจุดยืน และความพร้อมของไทย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่จะทำงานร่วมกับสหประชาชาติ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนประเทศ และปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสากลต่อไปด้วย อย่าไปมองในเรื่องของการเมืองอย่างเดียวอีก ระมัดระวังด้วย

สุดท้ายนี้
การเตรียมการต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ชีวาปลอดภัย” ขอให้ใช้รถ ใช้ถนน ด้วยความระมัดระวัง ให้ปลอดภัย “ดื่มไม่ขับ ง่วงก็ไม่ฝืน” บ ดูแลทั้งรถ ทั้งคนขับให้พร้อม ขับขี่มีน้ำใจกับผู้ร่วมทาง อากาศร้อน ก็อย่าใจร้อนตาม “เอาน้ำเย็นเข้าลูบ” และรักษาวินัยจราจร ทุกคน ถึงช้าแต่ปลอดภัย ย่อมดีกว่านะครับ พลขับ คนขับรถ ต้องรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัวตัวเอง และครอบครัวคนอื่นเขาด้วย อย่าไปใช้ยาเสพติดโดยเด็ดขาด จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป
         ขอบคุณครับ ขอให้ “ทุกคน ทุกครอบครัว” มีความสุข สวัสดีครับ

……………………………………………
กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
Share Button