• วันเสาร์ , 15 ธันวาคม 2018
กิจกรรมล่าสุด

คลายปมข้อสงสัยขอบข่ายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แค่ไหน อย่างไร?

title

หลายคนที่กำลังสับสนเกี่ยวกับบริการด้านสุขภาพในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (หรือจะเรียกว่าสิทธิบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ได้) ว่า รักษาได้เฉพาะในโรงพยาบาลรัฐเท่านั้นหรือไม่ และระบบนี้ไม่คุ้มครองการรักษาโรคจิต โรคเรื้อรัง หรือผู้ติดยาเสพติด ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร

เรามาไขข้อข้องใจกัน….

(1)  รักษาได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง/30 บาทรักษาทุกโรค) สามารถเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ตามที่ประชาชนได้เลือกลงทะเบียนไว้แล้ว โดยปัจจุบัน (ส.ค.61) มีโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศเข้าร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งสิ้น 178 แห่ง และคลินิกเอกชน 350 แห่ง

(2)  คุ้มครองการรักษาทั้งกรณีโรคจิตหรืออาการป่วยทางจิต โรคเรื้อรัง และผู้ติดยาเสพติด

– กรณีโรคจิตหรืออาการป่วยทางจิต ที่ต้องรักษาเกิน 15 วัน หากแพทย์เห็นว่าจำเป็นก็สามารถรับบริการได้

– กรณีโรคเรื้อรัง หรือโรคที่ต้องรักษาเป็นเวลานาน ๆ เป็นโรคที่ได้รับความคุ้มครองในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

– กรณีบำบัดผู้ติดยาเสพติด หากเป็นการเข้ารับการรักษาโดยสมัครใจ จะได้รับความคุ้มครองในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนการบังคับบำบัด อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม

มารู้จักระบบประกันสุขภาพของไทยกัน…

ระบบประกันสุขภาพของไทย มี 3 ระบบหลัก คือ

(1)  ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ คุ้มครองข้าราชการและบุคคลในครอบครัว

(2)  ระบบประกันสังคม คุ้มครองลูกจ้าง/แรงงานในระบบการจ้างงานที่เป็นทางการ

(3)  ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คุ้มครองคนไทยที่ไม่มีสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิอื่น ๆ ที่รัฐจัดให้

พัฒนาการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

จากข้อจำกัดของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในอดีต รัฐบาลชุดปัจจุบันได้อุดช่องโหว่และปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณ เพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชนอย่างมีคุณภาพ

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย 4.6% ต่อปี มากกว่าเมื่อก่อนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3.3%

ปี 2558 งบภาพรวม 153,152 ล้านบาท งบเหมาจ่ายต่อหัวประชากร 3,150.88 บาท อัตราเพิ่มจากปีก่อน -0.2%

ปี 2559 งบภาพรวม 163,152 ล้านบาท งบเหมาจ่ายต่อหัวประชากร 3,344.17 บาท อัตราเพิ่มจากปีก่อน +6.1%

ปี 2560 งบภาพรวม 169,752 ล้านบาท งบเหมาจ่ายต่อหัวประชากร 3,478.33 บาท อัตราเพิ่มจากปีก่อน +4.0%

ปี 2561 งบภาพรวม 175,560 ล้านบาท งบเหมาจ่ายต่อหัวประชากร 3,597.76 บาท อัตราเพิ่มจากปีก่อน +3.4%

ปี 2562 งบภาพรวม 181,584 ล้านบาท งบเหมาจ่ายต่อหัวประชากร 3,738.22 บาท อัตราเพิ่มจากปีก่อน +3.9%

โดยในปี 2561 รัฐบาลได้จัดสรรงบกลาง 4,186 ล้านบาท เพิ่มเติมให้ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาโรงพยาบาลที่ประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน โดยสนับสนุนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ทำให้โรงพยาบาลสามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น

ช่วยลดจำนวนโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่มีวิกฤตทางการเงินลง 90% จากจำนวน 136 แห่ง ที่มีวิกฤตรุนแรงในปี 2558 เหลือเพียง 13 แห่ง ในปี 2561

นอกจากนี้ ยังขยายบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคที่จำเป็น เช่น…

– เพิ่มสิทธิการได้รับวัคซีนจำเป็นพื้นฐาน ทั้งวัคซีนรวมป้องกัน 5 โรค คือ โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และไวรัสตับอักเสบบี รวมไปถึงวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ฯลฯ

– การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เนื่องจากมะเร็งลำไส้เป็นปัญหาสำคัญลำดับ 3 ของไทย โดยประชาชนไปพบหมอใกล้บ้าน หากพบความเสี่ยงของโรค จะถูกส่งต่อไปตรวจเนื้อมะเร็งต่อไป

เพิ่มและพัฒนาบริการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น…

– เพิ่มการเข้าถึงยาราคาแพงสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่ร้ายแรง มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งสิ้น 11 รายการ เช่น ยารักษามะเร็ง 4 รายการ ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ยาป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก ยารักษาโรคหลอดเลือดตาในจอตาอุดตัน เป็นต้น

– ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 55 ปี ผ่าข้อเข่าเสื่อมฟรี

– ให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดลำไส้และต้องมีการขับถ่ายทางหน้าท้อง สามารถได้รับอุปกรณ์ถุงทวารเทียม ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ฯลฯ

ลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยสนับสนุนการผ่าตัดแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หรือที่เรียกว่า One day surgery เน้นการผ่าตัดโรคที่ไม่ซับซ้อน ให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้เร็ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล  รวมทั้งการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ล่าสุดได้ยกเลิกเก็บ 30 บาท ในกลุ่มประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยลดอุปสรรคการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

การที่คนไทยได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยป้องกันไม่ให้ครัวเรือนไทยต้องแบกรับภาระจากค่ารักษาพยาบาลมากเกินตัว โดยลดลงจาก 2.23% ของครัวเรือนทั้งหมดในปี 2557 เหลือ 2.09% ในปี 2560

ครัวเรือนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนหลังจากจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ลดลงจาก 0.46% ของครัวเรือนทั้งหมด ในปี 2557 เหลือ 0.29% ในปี 2560

ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า การที่คนไทยโดยเฉพาะผู้ยากไร้ ได้รับการคุ้มครองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้จ่ายและเพิ่มการบริโภคของครัวเรือน ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนองค์การอนามัยโลกได้ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประเทศอื่น ๆ ในโลกด้วย

สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนในรูปแบบอื่น ๆ ที่เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง ยังมีอีกหลายมาตรการ เช่น…

– โครงการคลินิกหมอครอบครัว ที่มุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนมีแพทย์ประจำครอบครัว เป็นด่านแรกในการรับบริการสุขภาพ ก่อนไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่

– การดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน จะมีทีมแพทย์และบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขไปดูแลถึงที่บ้าน

– นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP ให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนใกล้ที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใน 72 ชั่วโมงแรก หรือจนกว่าจะพ้นวิกฤต โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดสมองแตกและโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาละลายลิ่มเลือดซึ่งมีราคาแพง ช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากการเสียชีวิตหรือเป็นอัมพาตได้

ไม่เพียงดูแลประชาชนผู้รับบริการเท่านั้น…รัฐบาลยังได้ขยายการบรรจุพยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการ 8,700 อัตรา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการมากขึ้นด้วย

————————————–
ภาพ/ข่าว กลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณข่าวจาก: http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/15811

Share Button